ลดหน้าท้อง ต้นขา ทำได้ ไม่ต้องผ่าตัด

พญ.อภิชญา ธันยาวุฒิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

0
805
วิธีกำจัดเซลล์ไขมันออกจากร่างกายด้วยเทคโนโลยีกลุ่มที่ไม่ใช้การผ่าตัด,ลดน้ำหนัก,กำจัดเซลล์ไขมัน

รูปร่างผู้หญิงเราเปลี่ยนไปตามวันเวลาที่เพิ่มขึ้น ยิ่งอายุมากขึ้น ไลฟ์สไตล์ที่ปลี่ยนไป อัตราการเผาผลาญที่ลดลง ทำให้ลดน้ำหนักได้ยากขึ้น สัดส่วนก็เริ่มปลี่ยนไปในแบบที่เราไม่ได้ชอบสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นไขมันที่เกาะอยู่ตามหน้าท้อง ต้นขา สะโพก และก้น ผิวที่ไม่กระชับเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะไดเอ็ทและออกกำลังกาย ส่วนเกินทั้งหลายก็กำจัดยากขึ้นไปทุกที เป็นปัญหาที่ทำให้ใคร ๆ ต่างก็กังวลและขาดความมั่นใจ

พูดถึงความอ้วน ทุกคนคงนึกถึงเซลล์ไขมันกันเป็นอันดับแรก ๆ แน่นอน ทราบไหมคะว่า ไขมันในร่างกายเรามี 2 ประเภท คือ

  • ไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ซึ่งเป็นตัวหลักที่มีผลต่อรูปร่าง เช่น ไขมันที่ไปสะสมที่สะโพก ต้นขา ต้นแขน หน้าท้อง มีผลต่อความสวยงามและความมั่นใจ ในฉบับนี้เราจะมาพูดถึงการลดไขมันในบริเวณนี้เป็นหลัก
  • ไขมันที่อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนัง (visceral fat) เป็นไขมันที่ไปสะสมในช่องท้อง เป็นตัวที่มีผลต่อสุขภาพโดยตรง เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันฯ เป็นต้น จึงเป็นที่มาที่คุณหมอพยายามรณรงค์กันในเรื่อง “อ้วนลงพุง” นั่นเอง ซึ่งการลดไขมันช่องท้องนี้ต้องใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การลดน้ำหนักและการกำจัดเซลล์ไขมัน

คนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการลดน้ำหนักและการกำจัดเซลล์ไขมันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน จริง ๆ แล้วต่างกันเล็กน้อยค่ะ การลดน้ำหนักที่เกิดจากการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นการทำให้เซลล์ไขมันตัวโตที่เรามีอยู่มีขนาดเล็กลง แต่ไม่ได้ลดจำนวนลง ในขณะที่การกำจัดเซลล์ไขมันนั้นเป็นการลดจำนวนโดยตรง และเน้นเฉพาะบริเวณที่เรากังวล ซึ่งในทางทฤษฏี การกลับมาอ้วนใหม่ในบริเวณนั้น ๆ ก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น

วิธีกำจัดเซลล์ไขมันออกจากร่างกาย

วิธีในการกำจัดเซลล์ไขมันออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นตัวช่วยในการลดสัดส่วน มีดังนี้

  • การผ่าตัดดูดไขมัน (invasive) ซึ่งแพทย์จะฉีดยาชาหรือวางยาสลบคนไข้ก่อนใช้เครื่องมือเจาะและดูดเอาไขมันออกโดยตรง เป็นวิธีที่ทำให้เซลล์ไขมันลดลงแน่นอน แต่ก็มีความเสี่ยงเนื่องจากการผ่าตัดที่อาจตามมา
  • เทคโนโลยีกลุ่มที่ไม่ใช้การผ่าตัด (non-invasive) ถูกพัฒนาขึ้นเนื่องจากเซลล์ไขมันมีความไวต่ออุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป จึงนำหลักการดังกล่าวมาพัฒนาเพื่อกำจัดเซลล์ไขมัน โดยหลังการรักษาไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีแผลผ่าตัด สามารถกลับบ้านและทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • การใช้ความร้อน เพื่อให้เซลล์ไขมันอุ่นในอุณหภูมิหนึ่ง จากนั้นเซลล์จะสลายตายไปเอง เทคโนโลยีกลุ่มนี้มีหลายชนิด ได้แก่ HIFU (High Intensity Focused Ultrasound) ซึ่งใช้หลักการของคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ชนิดเข้มข้น คลื่นวิทยุ (radiofrequency) หรือแสงเลเซอร์ชนิดที่มีผลต่อเซลล์ไขมันโดยตรง โดยเทคโนโลยีทั้งหมดเป็นการส่งพลังงานลงไปทำให้เซลล์เกิดความร้อน และเกิดการทำลายเซลล์ไขมันใต้ผิวหนัง หลังจากนั้นเซลล์จะถูกกำจัดออกจากร่างกายผ่านกระบวนการดูดซึมและการขับถ่ายตามธรรมชาติ ระหว่างทำการรักษาคนไข้จะรู้สึกเพียงแค่อุ่น ๆ บริเวณผิว หรือเจ็บเล็กน้อย ขึ้นกับชนิดของเทคโนโลยีที่ใช้ คนไข้สามารถเลือกพื้นที่ที่จะทำได้ตามต้องการ ว่าต้องการทำบริเวณใดบ้าง เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้ระยะเวลาครั้งละ 1 ชั่วโมงต่อหนึ่งบริเวณ ระหว่างทำการรักษาคนไข้สามารถนอนฟังเพลงหรือดูทีวีไปด้วยได้ หลังทำการรักษาสัดส่วนจะค่อย ๆ ลดลง และเริ่มเห็นการปลี่ยนแปลงชัดเจนที่ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน
  • การใช้ความเย็น เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หลังจากเลือกบริเวณที่ต้องการทำการรักษา เครื่องจะส่งความเย็นลงไปสู่ชั้นไขมันเพื่อแช่แข็งเซลล์ไขมันให้อยู่ในอุณหภูมิต่ำมาก เมื่อถึงระดับหนึ่งเซลล์ไขมันส่วนหนึ่งจะตายไป และถูกร่างกายค่อย ๆ กำจัดทิ้งตามธรรมชาติ วิธีนี้เหมาะกับบริเวณหน้าท้อง รอบเอว และต้นขาด้านใน

การรักษาด้วยเทคโนโลยีกลุ่มที่ไม่ใช้การผ่าตัด โดยเฉลี่ยเซลล์ไขมันจะลดลง 20-25% ต่อบริเวณที่การทำการรักษาโดยขึ้นกับชนิดของวิธีและเครื่องมือที่ใช้ ซึ่งแต่ละวิธีทางการแพทย์นั้นมีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมต่างกัน จึงควรศึกษาข้อมูลและสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

อย่างไรก็ตามหลังจากใช้เทคโนโลยีที่เป็นตัวช่วยแล้ว การรักษารูปร่างและสัดส่วนให้คงที่ด้วยการดูแลตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรเน้นเลือกกินชนิดของอาหารที่เหมาะสม ควบคุมแคลอรีให้ดี เพราะถ้ายังกินเกินกว่าที่ใช้ ย่อมเก็บสะสมแน่นอน รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มระดับการเผาผลาญให้มากขึ้น ป้องกันไม่ให้กลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายด้วยนะคะ เพราะการมีรูปร่างที่สมส่วนเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ภูมิใจ จริงไหมคะ

 

Resource : HealthToday Magazine, No.198 October 2017